คำแนะนำ
- ควรเลือกทำประกันภัยอย่างไร
- บริษัทประกันภัยที่มีฐานะการเงินมั่นคงหมายถึงอะไร
- ข้อแนะนำในการทำประกันชีวิต
- สิทธิของผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์
- หน้าที่ของผู้เอาประกันภัย
- ข้อแนะนำกรณีมีปัญหาในการชำระเบี้ยประกันภัย
ควรเลือกทำประกันภัยอย่างไร
1. เลือกบริษัทที่ให้บริการดี จ่ายค่าสินไหมรวดเร็วและเป็นธรรม 2. มีสภาพคล่องทางการเงินเพียงพอต่อภาระหนี้สินที่มีต่อผู้เอาประกันภัย 3. ฐานะการเงินมั่นคง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากสำนักตรวจสอบและกำกับ กรมการประกันภัย หมายเลขโทรศัพท์ 02-547-4554 ถึง 62 โทรสาร 02-547-4563
บริษัทประกันภัยที่มีฐานะการเงินมั่นคงหมายถึงอะไร
1. บริษัทประกันชีวิตมีเงินกองทุน หรือสินทรัพย์ราคาประเมินมากกว่าหนี้สินราคาประเมินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด และมีสินทรัพย์ลงทุนเพียงพอต่อภาระหนี้สินที่มีต่อผู้เอาประกันภัย
2. บริษัทประกันภัยมีเงินกองทุนหรือสินทรัพย์ตามราคาประเมินมากกว่าหนี้สินราคาประเมินเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด และมีสินทรัพย์สภาพคล่องเพียงพอต่อภาระหนี้สินที่มีต่อผู้เอาประกันภัย
ข้อแนะนำในการทำประกันชีวิต
1. เลือกแบบการประกันชีวิตที่มีผลประโยชน์ตรงกับความต้องการรวมทั้งพิจารณาถึง จำนวนเบี้ยประกันภัย ว่าสามารถชำระได้จนครบกำหนดระยะเวลาชำระเบี้ย เพื่อป้องกันกรมธรรม์ ขาดอายุ
2. การกรอกใบคำขอเอาประกันภัย ต้องกรอกตามความเป็นจริง ถ้าผู้อื่นกรอกให้ต้องตรวจสอบความถูกต้องก่อนลงลายมือชื่อ
3. เมื่อชำระเบี้ยประกันภัยต้องได้รับใบเสร็จรับเงินที่เป็นแบบฟอร์มของบริษัท ในกรณีที่ชำระเบี้ยประกันภัยงวดแรก จะเป็นใบเสร็จรับเงินชั่วคราว
4. เมื่อได้รับกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ขอให้ตรวจสอบความถูกต้องของแบบการ ประกันภัย ชื่อผู้เอาประกันภัย ชื่อผู้รับประโยชน์ จำนวนเงินเอาประกันภัย จำนวนเบี้ยประกันภัย เป็นต้น และสิ่งที่สำคัญอ่านกรมธรรม์ประกันภัย ให้ทราบถึงการจ่ายเงินตามกรมธรรม์ รวมทั้งข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
5. แจ้งให้ผู้รับประโยชน์ทราบว่ามีการทำประกันชีวิต และเก็บกรมธรรม์ประกันภัยไว้ที่ใด เมื่อเกิดเหตุจะได้ติดต่อขอรับเงินได้ทันที
สิทธิของผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์
1. การผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยมิได้ชำระเบี้ยประกันภัยเมื่อครบกำหนดชำระ บริษัทจะผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยให้อีก 30 หรือ 60 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ หรือสัญญาเพิ่มเติมแต่ละแบบ ในระหว่างระยะเวลาผ่อนผันดังกล่าว ถ้าผู้เอาประกันภัย ได้รับความเสียหายตามความคุ้มครองที่ระบุไว้ กรมธรรม์หรือสัญญาเพิ่มเติมแต่ละแบบ ยังคงให้ความคุ้มครองดังกล่าว
2. การกู้ยืมเงินโดยมีกรมธรรม์ประกันภัยเป็นประกัน เมื่อกรมธรรม์ยังมีผลบังคับ และมีมูลค่าเงินสดผู้เอาประกันภัยมีสิทธิขอกู้เงินจากบริษัทและจำนวนเงินที่ขอกู้ยืมนั้นจะไม่เกินมูลค่าเงินสด
3. การเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อขอรับเงินคืน เมื่อผู้เอาประกันภัยได้ชำระเบี้ยประกันภัยติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปีขึ้นไป กรมธรรม์จะมีมูลค่าเงินสดเกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิขอเวนคืนกรมธรรม์เพื่อรับ เงินสดเท่ากับจำนวนเงินที่ระบุในตาราง มูลค่าเวนคืนเงินสด ณ สิ้นปีกรมธรรม์นั้น ๆ
4. การเปลี่ยนกรมธรรม์เป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ ถ้าผู้เอาประกันชีวิต ได้ส่งเบี้ยประกันติดต่อกันมาเป็นเวลา 2 ปี ขึ้นไปแล้ว และไม่ ประสงค์ที่จะชำระเบี้ยประกันต่อไปอีก แต่ต้องการได้รับความคุ้มครองเท่ากับระยะ เวลาเดิม บริษัทประกันชีวิต จะนำมูลค่าเงินสดของกรมธรรม์ประกันชีวิตมาซื้อความ คุ้มครอง โดยบริษัทจะจ่ายเงินตามมูลค่าใช้เงินสำเร็จที่กำหนดไว้ในตารางมูลค่า กรมธรรม์ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเอาประกันภัย หรือเมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต
5. การเปลี่ยนกรมธรรม์เป็นการประกันภัยแบบขยายเวลา ถ้าผู้เอาประกันชีวิตได้ส่งเบี้ยประกันภัยติดต่อกันมาเป็นเวลา 2 ปี ขึ้นไปแล้ว และไม่ ประสงค์ที่จะชำระเบี้ยประกันต่อไปอีก แต่ต้องการได้รับความคุ้มครองในจำนวนเงิน เอาประกันชีวิตเท่าเดิม บริษัทประกันชีวิตจะนำมูลค่าเงินสดของกรมธรรม์ประกันชีวิต มาซื้อความคุ้มครอง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าผู้เอาประกันชีวิตเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่ กำหนดไว้ในตารางขยายเวลาท้ายกรมธรรม์บริษัทจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันชีวิต ให้กับผู้รับประโยชน์ ถ้ามีจำนวนเงินเหลือปรากฎในตารางมูลค่าขยายเวลาที่แนบท้าย กรมธรรม์ และผู้เอาประกัน ภัยยังมีชีวิตอยู่ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเอาประกันภัย บริษัทก็จะคืนเงินที่เหลือ ให้ด้วย
หน้าที่ของผู้เอาประกันภัย
1. การเปิดเผยข้อความจริงในการขอทำประกันชีวิต การเปิดเผยข้อความจริงในขณะทำสัญญาประกันภัย จะทำให้กรมธรรม์ประกันภัยมีผล บังคับสมบูรณ์ บริษัทไม่มีสิทธิปฏิเสธการจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยโดยการบอกล้าง สัญญาได้
2. การชำระเบี้ยประกันภัย การชำระเบี้ยประกันภัย จะทำให้กรมธรรม์ประกันภัยมีผลบังคับและได้รับความคุ้มครอง ตลอดจนสิทธิประโยชน์เต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัย
3. การแจ้งการย้ายที่อยู่หรือการเปลี่ยนชื่อนามสกุล การแจ้งการย้ายที่อยู่หรือการเปลี่ยนชื่อนามสกุล ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการที่บริษัทจะ ติดต่อผู้เอาประกันภัยได้ถูกต้อง
ข้อแนะนำกรณีมีปัญหาในการชำระเบี้ยประกันภัย
ผู้เอาประกันภัยสามารถแก้ไขปัญหาในการชำระเบี้ยประกันภัยได้ โดยการติดต่อกับบริษัท หรือสาขาที่ท่านทำประกันชีวิต ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
1. การลดจำนวนเงินเอาประกันภัย
2. การขอเปลี่ยนแบบการประกันชีวิต เป็นแบบที่มีเงื่อนไขในการจ่ายเงินผลประโยชน์ที่น้อยลง ทำให้จำนวนเบี้ยประกันภัยทีชำระ ในแต่ละงวดลดลง
3. การยกเลิกสัญญาแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัย เช่นสัญญาแนบท้ายการประกัน อุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยรายวันในการเข้ารักษาพยาบาล เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดจำนวนเบี้ยประกันภัยที่จะต้องชำระแต่ละงวดได้
4. การขอเปลี่ยนงวดการชำระเบี้ยประกันภัย จากรายปี เป็นงวดราย 6 เดือน หรืองวดราย 3 เดือน เพื่อแบ่งเบาจำนวนเบี้ยประกันภัยที่จะต้องชำระในแต่ละครั้งให้ลดน้อยลง
5. การขอเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์แบบใช้เงินสำเร็จหรือแบบขยายเวลา หากผู้เอา ประกันภัยได้ทำประกันชีวิตและชำระเบี้ยประกันภัยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี กรมธรรม์จะมีมูลค่าเกิดขึ้นแล้ว หากผู้เอาประกันภัยประสบปัญหาทางด้านการเงินจนไม่สามารถจะชำระเบี้ย ประกันภัยต่อไปได้อีก แต่ผู้เอาประกันภัยยังคงต้องการได้รับความคุ้มครองจากการทำประกันชีวิตต่อไปอีก ในกรณีเช่นนี้ ผู้เอาประกันภัยสามารถไปติดต่อที่บริษัทหรือที่สาขาของบริษัทที่ทำประกันชีวิตไว้ เพื่อขอเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์แบบใช้เงินสำเร็จหรือแบบขยายเวลา ซึ่งรายละเอียดอยู่ในหัวข้อสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัย
6. การขอกู้เงินโดยมีกรมธรรม์ประกันภัยเป็นประกัน เมื่อผู้เอาประกันภัยได้ชำระเบี้ย ประกันภัยไปแล้วเป็นเวลาตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป กรมธรรม์จะมีมูลค่าเกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัยสามารถไปติดต่อขอกู้ยืมเงินได้ในจำนวนไม่เกินมูลค่ากรมธรรม์ โดยต้องชำระดอกเบี้ยเงินกู้พร้อมเงินต้น ที่กู้ยืมไปคืนให้แก่บริษัท ขณะเดียวกันผู้เอาประกันภัยก็คงต้องชำระเบี้ยประกันภัยตามกำหนดต่อไปด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้กรมธรรม์ขาดอายุ หากผู้เอาประกันภัยค้างชำระเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ย จนทำให้จำนวนหนี้สินมากกว่ามูลค่ากรมธรรม์เมื่อใด กรมธรรม์ก็จะสิ้นผลบังคับ
|